3 May 2012, 11:05

10 ปีก่อนตอนที่ผมอยู่ใน UK ผมชอบไอ้ตัวการ์ตูนที่ชื่อ โรเจอร์ เมลลี่ ในการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่เรื่อง วิซ มากๆเลยนะ ไอ้ตัวการ์ตูนตัวนี้บรรจุสุนัขไว้ไหนปากของมันเป็นฝูง แถมเมื่อไหร่ที่ได้อ้าปากมันจะปล่อยคำสบถออกมาแบบไม่ยั้ง ถึงมันจะดูหยาบๆไปบ้างก็ตามที แต่ไอ้ตัวการ์ตูนตัวนี้ก็ถือว่าเป็นผลงานระดับ “อ๋อง” ของนักเขียน บ๊อบ อยู่ดี
กอร์ดอน ไอ้หนุ่มเบลฟาสต์ แถมยังเป็นเพื่อนสุดซี้ของผมที่ตอนนี้อาศัยอยู่ใน แคลิฟอเนีย ส่งข้อความมาหาผมทันทีหลังจากเกมกับ บาเซโลน่า จบลง ว่า “บ๊อบ***ฉันเถอะ”
พวกผมก็เหมือนคุณทุกคนนั่นแหละ! ที่ทั้งอ่าน, เถียง, ดู และฟุ้งซ่านกับเกมนั้นแบบ “นอนสต๊อป” มาตั้งแต่วันอังคาร แต่ผมไม่เห็นว่าสื่อจะสรุปอะไรได้แบบน่าตื่นเต้นๆ, ดราม่า หรือสั้นกระชับแบบคำต่อไปนี้เลย
บ้าคลั่ง, โรคจิต, เหลือเชื่อ ค่ำคืนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์? ผมคิดแบบนั้นจริงๆนะ
แน่นอน…คุณอาจจะไม่เห็นด้วย พวกเรายังไม่ได้แชมป์เลยด้วยซ้ำ แต่การที่ได้มีโอกาสเข้าไปเล่นรอบชิงมันก็ถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างสุดยอดแล้ว ใช่…ถ้าเราชนะเราจะได้เงินมหาศาล, ชื่อเสียง, อันดับทีมพุ่งกระฉูด และอีกมากมาย แต่มันก็ไม่แน่ว่าเราจะได้เป็นแชมป์ยุโรปหรือไม่ แต่ถ้าไม่…มันก็คงรู้สึกเหมือนกับการตกรอบแรกนั่นแหละ ดังนั้นอย่าไปกลัวแพ้เลย
ผมอยู่ในกรุงสตอกโฮล์มตอนที่พวกเราเอาชนะ สตุ๊ตต์การ์ต ได้ในนัดชิงคัพส์วินเนอร์คัพ และอีกไม่กี่เดือนถัดมาผมก็เดือนทางไปดูทีมเราเอาชนะ เรียลมาดริด ได้ในฟุตบอลซุปเปอร์คัพ ดังนั้นค่ำคืนเหล่านั้นคงเยี่ยมกว่าใช่ไหม? คุณนิยามคำว่า “ยอดเยี่ยม” ยังไง? มันยังมีค่ำคืนอื่นๆที่สำคัญๆอย่างเช่นตอนที่เราได้แชมป์ลีกทั้ง 3 ครั้งไงล่ะ หรือแฟนๆอาจจะคิดว่าตอนที่เราได้แชมป์เอฟเอคัพจะเป็นคืนที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขาก็เป็นได้ ให้ตายสิ! คุณจะคิดว่าคืนที่ โรมัน ไปดู แมนยูกับเรียลมาดริด แล้วตัดสินใจว่าอยากจะซื้อทีมฟุตบอลซักทีมเป็นคืนที่สำคัญของเราก็ยังได้นะ ผมว่าคืนนั้นเป็นคืนที่เยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของเราเลยนะ…ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ลงแข่งก็เถอะ!
แต่สำหรับผมแล้วไม่ว่าเดือนหน้าอะไรจะเกิดขึ้นที่ มิวนิค บ้างก็ตาม ผมไม่สนใจหรอก ผมจะขอพูดไว้ตรงนี้เลยว่า 90 นาทีที่ คัมป์นู นั้นเรียกได้ว่า “ครบเครื่อง” เพราะมันมีทั้ง ความตื่นเต้น, ความสุข, ความสิ้นหวัง, การเย้ยหยัน คุณคงไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้อีกแล้วล่ะ
เมื่อคุณติดตาม เชลซี มาเกือบจะครบ 40 ปีแบบผม ความทรงจำของคุณจะค่อยๆเรือนลางไป และความทรงจำในนัดต่างๆจะผสมปนเปกันมั่วซั่วไปหมด คุณจะแยกไม่ออกหรอกว่านัดไหนแข่งที่ไหน, ฤดูกาลไหน หรือแม้กระทั่งปีไหนบ้าง คุณอาจจะมีความทรงจำแว๊บขึ้นมาในหัวบ้างว่า “เราเคยเล่นเอฟเอคัพรอบรองในวันที่แดดจ้าใน ไฮบิวรี” “แฮตทริคของ คานู ในวันฝนกระหน่ำ สแตมฟอร์ดบริดจ์” หรือ “การนอนราบลงในระเบียงที่ ตรอมโซ่” และแน่นอนสัปดาห์ที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่ห้าวหาญอันน่าจดจำของพวกเรา ย้อนไปตอนก่อนจะเริ่มเกมความรู้สึกของพวกเราหลายคนคิดว่าคืนนี้อาจจะ—อาจจะ—อาจจะเป็นค่ำคืนของพวกเรา…ประตูแรกของบาเซโลน่าทำให้ทุกอย่าง “สโลว์โมชั่น” … การฟาวของ เทอร์รี… การที่เห็น “เดอะดร็อก” ลงมาช่วยเกมรับทางริมเส้นฝั่งซ้ายที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเรากำลังเล่นแผน 6-3-0 กันอยู่…สุดท้ายผมมารู้ตัวอีกทีว่าผมปลดปล่อยพลังออกมาตอนที่ ตอร์เรส ได้บอลหลุดเดี่ยวไปตอกผาโลงของ บาเซโลน่า ดัง “ป๊าปๆๆๆ” ส่งทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ไปสู่สุขคติแบบทันที ตอนนั้นผมยิ้มออกมาแบบไม่รู้ตัวเหมือนกับตอนที่ผมกำลังเขียนอยู่นี่แหละ และผมคิดว่าผมคงจะเป็นแบบนี้ไปอีกซักพักใหญ่ๆ
อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ การเป็น “คุณพ่อ” ที่อยู่กับบ้านโดยไม่ขับรถออกไปไหนในช่วงบ่าย นั่นหมายความว่าผมกำลังจะดูเกมกลางสัปดาห์บนโซฟาตัวโปรด ในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเกม เพื่อนบ้านตัวดีของผมโทรมาหาและบอกว่าเขาจะมาดูเกมในช่วงท้ายกับผม เขาไม่ได้เป็นแฟนฟุตบอลด้วยซ้ำนะ(หรืออย่างน้อยก็ฟุตบอลแบบที่เราคุ้นเคยนั่นแหละ) ผมเดาว่าบางทีเมียของเขาอาจจะแย่งทีวีไปดูละครก็เป็นได้ หรือบางทีเขาอาจจะสงสารที่ผมไม่มีเพื่อนดูก็ได้นะ
ยังไงก็เถอะ มันดีนะที่มีคนมาร่วมฉลองความสำเร็จของพวกเราด้วย แต่ไม่ว่าคุณจะอยู่บ้านคนเดียว, ไปดูที่ผับกับเพื่อนๆ หรือไปดูที่สนาม ผมมั่นใจได้เลยว่าคุณจะมีความสุขกับมัน บางทีคืนนั้นอาจจะเป็นคืนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเราก็เป็นได้…ใครจะไปรู้
สตีเฟ่น รีอาคือผู้เขียนหนังสือ Finn McCool’s Football Club และเป็นแฟนพันธ์แท้ของเชลซีจากอเมริกา, เป็นผู้ก็ตั้งผับดูฟุตบอลในนิวออร์ลีนส์ และเป็นอาสาสมัครกู้ภัยในภัยพิบัติของ เฮอร์ริเคนแคทริน่า ติดตามผลงนของเขาได้ที่ www.stephen-rea.com หรือเพิ่มเขาเป็นเพื่อนได้ที่ www.facebook.com/stevorea
โปรดทราบ: ความเห็นใน บล็อก เหล่านี้เขียนขึ้นโดยแฟนบอลของเชลซี และไม่ได้หมายความว่าสโมสรจะเห็นด้วยกับความคิดเห็นเหล่านี้
— Chelsea Blog Admin
,
23 April 2012, 20:41
ภาวะหดหู่ในฐานะของนักเขียนบล็อก บวกกับความเครียดของงาน ทำให้ผมไม่ได้อัพบล็อกมาพักใหญ่ๆ แล้วเวลาก็ไม่ค่อยท่าซะด้วย แต่ตอนนี้ทุกอย่างโอเคแล้ว ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ในซีซั่นนี้ ผมคงต้องเขียนอะไรซักอย่างลงบล็อกเพื่อให้แฟนๆ ได้เพลิดเพลินในแต่ละสัปดาห์ และหวังว่าทุกคนจะเก็บกระเป๋าเตรียมชมเกมช่วงจบฤดูกาล และแบกเป้ขึ้นบ่าเตรียมรับฤดูกาลหน้ากันนะครับ
ถือว่าซีซั่นนี้เรามาไกลกันมาก ไม่ว่าใคร
จะว่าเชลซียังไง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เราไม่เคยเข้าตาจน ยิ่งเวลาที่เราแพ้ ผมศรัทธาในตัวอังเดร วิลลัช-โบอัชมาก ผมเชื่อว่าเรามีโค้ชที่ไฟแรง และมีความสามารถในการเป็นผู้นำ และพร้อมที่จะพาทีมก้าวเข้าสู้ช่วงที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีม น่าเศร้าที่พอฤดูกาลเริ่มอะไรๆ ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างคาดไว้ ความโชติช่วงที่มาเร็วไปเร็วของฤดูกาลที่แล้วก็หายไปกับสายลมหลังจากพ่ายให้กับ QPR
ท้ายที่สุด ดูเหมือนว่าเราไม่รู้ว่าจะเอาไงกับชีวิต จะเปลี่ยนหรือ ไม่เปลี่ยนดี เราติดตกอยู่สภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่ค่อยเข้าใจและไม่สามารถร่วมงานกับความกดดัน และทะเยอทะยานของ AVB ได้ และก็ยังกังขาที่จะกลับสู่เกมที่เขาดูแลเราอย่างดี เรามีโอกาสพูดคุยกับ “ทีมงานเก่าๆ” ในสโมสร ทีมงานที่อยู่ในห้องแต่งตัว เปิดใจคุยกันถึงเรื่องนักเตะ และการจัดการ แน่นอนว่าการทำอะไรแบบนี้คงไม่ดีต่อนักเขียนมืออาชีพ แต่ข่าวลือแง่ลบก็ออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน บวกกับความกลัดกลุ้มเรื่องฟอร์มการเล่นระดับสูง (แม้ว่าจะดูกระจัดกระจายเพราะแรงกระตุ้นที่ผิดปกติ และการฟอร์มการเล่น) รวมกันเป็นพายุลูกใหญ่สำหรับ AVB ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งที่อยู่ตอนนี้ก็ดูเหมือนจะถูกทางแล้ว
ผมก็เคยเป็นหนึ่งในพวกที่โทษนักเตะ ที่ผมคิดก็คือ พวกเขาเป็นมืออาชีพ พวกเขาต้องเล่นได้ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรกับทีมงานของเขา แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมเคยทำงานกับเจ้านายที่ความคิดของเขาหรือ เธอไม่เป็นที่นิยม และถูกตีความผิดๆ หรือไม่มีทักษะการเป็นผู้จัดการที่ดี ซึ่งทำให้กำลังใจ และความทะเยอยานของทีมดร็อปลง ผมรู้เพราะผมเคยเป็นหนึ่งในทีมงาน ถ้าที่ทำงานไม่น่ารื่นรมก็จะทำให้เราไม่มีความสุขวันแล้ววันเล่า ที่ทำงานที่ทำให้คุณรู้สึกไร้ค่า การตัดสินใจก็มีปัญหา ไม่มีเหตุผลในตัดสินใจเรื่องใดๆ ที่มีผลกระทบกับคุณ นี่จึงมีผลกับอารมณ์ และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน
โชคดีที่เรามีคนดีๆ ที่มาชี้ทางสว่างให้เราในฤดูกาลที่เหลือ นั่นคือ โรแบร์โต้ ดิมัตเตโอ หนุ่มผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง เราพ่ายเพียงครั้งเดียวตั้งแต่เขาขึ้นกุมบังเหียนทั้งในศึก FA CUP รอบสุดท้าย, รอบชิงชนะเลิศศึกแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเราได้เดินทางมาสู่นัดที่สองแล้ว แล้วโอกาสขึ้นอันดับ4 ก็ยังห่างไกลนัก เพียงไม่ถึง 3 เดือนก่อน เรายังไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นไปได้ และหากเรายังไม่ชนะสักเกม แต่ผมรู้ว่าทุกๆ อย่างดีขึ้น และเราอยากให้รู้แฟนๆ ทุกคนได้รู้ว่าเรา และนักเตะภาคภูมิใจ และนั่นคือ สิ่งที่แฟนบอลงี่เง่า อย่างผมไม่เคยรู้มาก่อน ผมเข้าใจผิด และผมยอมรับว่าผมผิดต่อนักเตะทุกคน และต่อสโมสร….ผมเสียใจ!
สัปดาห์ที่มีความสำคัญมากอย่างนี้ ก่อนเจอสเปอร์ส วีแกน และฟูล์แลมซึ่งผมกลัวที่สุด ตอนที่เราจบเกมเจ๊าสเปอร์สไป 0-0 เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมเคยคิดว่าสเปอร์สได้เปรียบ แต่ต้องยอมรับเลยว่า RDM เขามีของจริงๆ ซึ่ง AVB ไม่มี เขาเป็นคนโชคดี บางทีก็โชคดีนิดหน่อย บางครั้งก็โชคดีมาก แต่ผมก็ชอบโค้ชที่โชคดีมากกว่าโค้ชที่โชคร้ายอยู่ดีแหละ
อีกช่วงเวลาที่มีเกียรติสนามเวมบลีย์ เริ่มต้นพร้อมกับ JT ผู้ไม่ยอมแพ้เหมือนเคย ทั้งยังมี แกรี่ เคฮิลล์กองหลังหนุ่มที่ค่าตัวสูงถึง 7 ล้านปอนด์ ยังมี จอห์น โอบิ มิเกล นักเตะผิวสีที่แฟนๆ ต่างกังขา หลงัจาก RDM เลือกเขาลงเล่น ดาวิด(ลูยซ์)จอมเพี้ยนหัวหยอยก็โชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยม รามีเลสเล่นกองหลังกับฟอร์มการวิ่งอย่างไม่มีใครมาหยุดได้ ตอนนี้เขากลายเป็นดาวเด่นอีกครั้ง เมื่อแฟนของทีมอื่นรู้จักคุณไม่ว่าจะชื่อดี หรือชื่อเสีย นั่นหมายความว่าทุกอย่างเริ่มเข้าที่ และก็หมายความเขาพวกเขากลัวคุณ
สำหรับผมแล้วเกมนึงที่เป็นบทเรียน นั่นคือเกมที่เจอกับสเปอร์ส แล้วแฟนๆ ของพวกเขาที่ทยอยเดินออกจากสนาม เมื่อ 10 นาทีก่อนจบเกม ผมรู้ทันทีว่าโลกอยู่ในมือเชลซีแล้ว ถ้าเราเล่นได้แบบนั้นตอนเจอลิเวอร์พูลผมว่า คงต้องซื้อซิการ์กับแชมเปนมาเตรียมฉลองแล้วล่ะ
อีกช่วงไคลแมกซ์ที่สุดของสัปดาห์ที่เจอกับ บาร์ซ่า! ใครจะไปคิดเราจะทำได้ ผมนี่ตื่นเต้นจนแทบทำอะไรไม่ถูกเลยล่ะ
ไม่มีอังกฤษทีมไหนจะชนะพวกเขาได้สวยงามขนาดนั้น เราต้องการเพียง 3 แต้มเท่านั้น การจะเอาชนะได้นั้นพวกเราต้องมีศรัทธาในทีมเรา และเราก็จะอยู่ตรงนั้นเสมอ ไม่ว่าผลจะจบอย่างงดงาม หรือ ขมขื่น
สู้ๆ เดอะบลูส์!
โปรดทราบ: มุมมองในหลายบล็อกของเราเขียนโดยแฟน ๆ ของเชลซี ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้อง หรือสรางโดยสโมสร
— Chelsea Blog Admin
,
8 April 2012, 21:09

สวัสดีแฟนบอลทุกๆคน ผมได้มีโอกาสเขียนหลังจากเกมส์ที่เราเอาชนะเบนฟิก้าที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และยินดีมากที่เรามีช่วงเวลาที่ทั้งดีและทั้งร้ายในฤดูกาลนี้ แต่สุดท้ายพวกเรายังคงอยู่ในเส้นทางแชมเปี้ยนส์ ลีก
มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากในฤดูกาลนี้สำหรับทุกๆสโมสร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชลซี พวกเราสู้กับทุกๆสิ่งเพื่อที่จะทำให้เรายังคงอยู่ในเส้นทางของฤดูกาลนี้
อย่างไรก็ตามชัยชนะที่ได้มาในช่วงเวลายากลำบากของหลายๆเกมส์ ทำให้พวกเราชินกับการเอาชนะอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา และในฤดกาลนี้ก็ไม่มีความแตกต่างที่เราเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ และอยู่ในอันดับที่ดีในพรีเมียร์ ลีก
ไม่มีเกมส์ไหนที่กล่าวมาง่ายเลย แต่สโมสรใหญ่จะต้องต่อสู้เพื่อถ้วยรางวัล และเรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่
ทั้ง 3 เป้าหมายยังคงมีความเป็นไปได้ ถ้าพวกเรารวมใจ ทำงานกันเป็นทีม และทำงานหนัก มันจะเป็นเกมส์ของทีมที่พวกเราจะต้องร่วมกันฝ่าฝันในช่วงอีสเตอร์
มีช่วงเวลาแค่ไม่กี่วันระหว่างแต่ละเกมส์ และพวกเราต้องการกำลังใจจากแฟนบอลของเราทั่วโลก
นักเตะจะจัดการกับเกมส์แต่ละเกมส์ด้วยความกระหายแห่งชัยชนะ และเรามีศักยภาพพอที่จะทำได้ แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญคือผู้เล่นคนที่ 12 มีความสำคัญมากๆสำหรับพวกเรา
เกมส์กับบาเซโลน่าในรอบรองขนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก
ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกับพวกเขา มันเต็มไปด้วยความสนุกและสุดยอดของเกมส์ฟุตบอล เกมส์นั้นมีทุกสิ่งทุกอย่างทั้งความสวยงามของทั้ง 2 ประตู เราได้ประตูในเวลาที่ต้องการ แต่สุดท้ายเราไม่สามารถปิดเกมส์ได้ และต้องจ่ายค่าเสียหายในที่สุด
เรามีข้ออ้างเกี่ยวกับจุดโทษ และมันน่าผิดหวังมากที่เราต้องตกรอบไป ผมมีความรู้สึกมันเป็นเวลาของเราแล้วที่จะก้าวข้ามพวกเขา
พวกเราได้มีโอกาสเล่นกับบาเซโลน่าไม่กี่ครั้งในรอบ 8 ปี และพวกเขาเป็นทีมที่ยากที่เอาชนะได้ แต่พวกเรายังคงมองว่าเราสามารถทำได้ แน่นอนว่าพวกเราต้องการแฟนบอลทั้งเกมส์เหย้า และเกมส์เยือน
เกมส์กับสเปอร์สในรอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ
เกมส์ที่แล้วที่เราเล่นกับสเปอร์สที่เวมบลี เราแพ้ในนัดชิงคาลิ่ง คัพ ดังนั้นครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเอาชนะพวกเขา
พวกเขาพัฒนาขึ้นมามาก แต่สุดท้ายต้องมีผู้ชนะที่เวมบลี และเรารู้ว่าเราสามารถทำได้ มันจะไม่ง่ายแน่นอน เพราะพวกเขาก็หวังที่เอาชนะเราเหมือนกัน แต่ผมมั่นใจว่าเราจะไปถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ
ความท้าทายในพรีเมียร์ ลีก
ยังมีเกมส์เหลือให้เล่นอีก 6 เกมส์ หลังจากเกมส์กับวีแกนเมื่อวานนี้ และเจอกับฟูแล่มในวันจันทร์ เราต้องการทุกๆแต้มเพื่อที่จะจบในอันดับที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้
อันดับที่เราจะจบในฤดูกาลนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าฤดูกาลหน้าเราจะเป็นยังไง และเราต้องมั่นใจว่าเราสู้เพื่ออันดับในตาราง เรามีความสามารถที่จะเอาชนะทุกๆเกมส์ที่เหลืออยู่ และผมไม่สงสัยเลย เราสามาถทำได้
ช่วงเวลานี้ของฤดูกาลเชื่อมโยงถึงการทำธุรกิจด้วย และผมเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆ สู้สู้ เชลซี
— Chelsea Blog Admin
,
6 April 2012, 22:26

ความทรงจำสีน้ำเงินกับโคตรทีม บาร์เซโลน่า !!!!!
……….ผมคิดมาเสมอนะครับว่าคนเรามักไม่ค่อยมีโอกาสได้แก้ตัวบ่อยครั้งนัก.. ทบทวนความทรงจำบนเวทียุโรป เอซี มิลาน เคยโดนโคตรอภิมหาดราม่าตลอดกาลที่ อิสตั้น บูล หลอกหลอนเป็นเวลายาวถึง 2 ปีก่อนจะมีโอกาสได้กลับมาแก้แค้น ลิเวอร์พูล อีกครั้งในปี 2007
ภารกิจนั้นของ คาร์โล อันเชล็อตติ ถือว่าสามารถทำได้สำเร็จตามเป้าจากฟอร์มที่ร้อนแรงของ ริคาร์โด้ กาก้า กับระบบการเล่น 4 – 3 – 2 – 1 รูปทรงต้นคริสมาสต์ ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของ “คาร์เล็ตโต้” ผู้ซึ่งขึ้นชื่อด้านการใช้กองกลางตัวรุกสุดฉมังมาจนถึง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ณ ปัจจุบัน

แต่ในทางกลับกันยอดทีมจากเกาะอังกฤษอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยปราชัยให้กับ บาร์เซโลน่า ในรอบชิงชนะเลิศถึง 2 ครั้ง ทั้งๆ ที่เริ่มต้นได้ดีกว่าอย่างชัดเจนด้วยการกดดันลูกทีมของ เป๊ป กวาดิโอร่า จนอยู่หมัด.. เรียกได้ว่าไล่บี้จนแดนกลางชุดแชมป์โลกทีมชาติสเปนตั้งตัวกันไม่ทัน
ทว่าภาพที่ปรากฏหลังจบเกมดันไม่เป็นเช่นนั้นเพราะ บาร์เซโลน่า กลับมาคอนโทรลเกมได้อีกครั้งจนมีชัยเป็นเจ้ายุโรปในที่สุด.. เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ “เดจาวู” อย่างเห็นได้ชัด.. แมนยูไนเต็ด สู้ได้ดีแล้วแต่ว่าการพ่ายแพ้ถึง 2 ครั้งมันเป็นเพราะโชคชะตาไม่เข้าข้างหรือว่า บาร์เซโลน่า แกร่งเกินกว่าที่จะมาเสี่ยงดวง ?
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูซัน ยกระดับทีมตัวเองจนเห็นพัฒนาการได้จากลูกยิงของ เวย์น รูนีย์ ที่ซัลโวผ่านมือ วิคตอร์ บัลเดซ เข้าไปอย่างสวยงามด้วยการเข้าทำที่เด็ดขาด นี่คือสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า บาร์เซโลน่า ก็พลาดและสามารถหาวิธีเล่นงานได้เหมือนกัน
ถึงแม้จะแพ้ในรองชิงถึง 2 ครั้งแต่เอาเข้าจริงๆ ผมเชื่อว่า ท่านเซอร์ อยากได้รับโอกาสที่จะลองกลับมาไปแก้ตัวดูอีกสักครั้ง เพราะคิดว่าผลที่ออกมาน่าจะไม่เหมือนเก่า.. คนเราเจ็บแล้วจำ ถ้าได้ลองตั้งใจทำอะไรอีกสักครั้งมันเหมือนมีแรงผลักดันที่จะทำให้ดีกว่าเดิม
เช่นเดียวกับ เชลซี ภายใต้การนำทีมของกุนซือขัดตราทัพอย่าง โรแบร์โต้ ดิ มัตเทโอ้ สามารถพาทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จนได้รับคำชื่นชมอย่างมาก เพราะอันที่จริงดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นพลพรรคสิงโตน้ำเงินครามควรจะเบรคตัวเองอยู่ที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายกับ นาโปลี ด้วยซ้ำ
แต่ใครจะไปคิดว่าสกอร์ปราชัย 3 – 1 ที่ ซาน เปาโล จะสามารถถีบส่งให้ เชลซี สร้างสปิริตจนมีสิทธิ์ที่จะส่งหมายศาลท้าดวลกับ บาร์เซโลน่า ด้วยวัตถุประสงค์ต้องการล้างแคนในปี 2009 พร้อมทวีคูณความรู้สึกอย่างแรงกล้าจากกรณีปัญหากรรมการสุดอื้อฉาว ทอม เฮนนิ่ง ออฟเรโบ..
เกมวันนั้นทำเอาสาวกสิงห์บลูจดจำไปจนวันตาย ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าทีมตกรอบโดยเฉพาะ แอชลีย์ โคล ที่แสดงความรู้สึกด้วยการนั่งปลงทำสีหน้าบอกบุญไม่รับ รวมถึง ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่สบถถ้อยคำหยาบคายผ่านหน้ากล้องถึงความอัปยศในเกมวันนั้น
เชลซี ชุดนั้นจาก กุสส์ ฮิดดิ้ง – ดิ มัตเทโอ้ ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองอย่างหนักเพื่อที่สักวันจะมีโอกาสได้กลับไปพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งจนถึงทุกวันนี้..
ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ครับว่าถ้าหากมีคนมาบอกกับผมว่า เชลซี ชุดนี้ไม่สามารถต่อกรกับ บาร์เซโลน่า ได้เหมือนในยุคปี 2005 – 2009 ที่ทำสงครามกันมาเป็นเวลานาน.. เพียงแต่มองโลกในแง่ดีปรากฏว่านักเตะ บาร์เซโลน่า ชุดปัจจุบันมี อันเดรส อิเนียสต้า เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เคยทำประตูใส่ เชลซี
ในทางกลับกัน เชลซี ณ วินาทีนี้ไม่ว่าจะเป็น ดิดิเยร์ ดร็อกบา , แฟรงค์ แลมพาร์ด หรือ ไมเคิ่ล เอสเซียง ที่ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นที่เหมือนเดิม แต่ก็เคยพังประตูใส่ บาร์เซโลน่า มาแล้วทั้งสิ้น.. โดยเฉพาะในรายของ แลมพาร์ด ที่สามารถกดไปถึง 3 ประตูจากการเจอกันทั้งหมดที่ผ่านมา

ผมนึกย้อนถึงการเจอกันระหว่าง 2 ทีมนี้อยู่บ่อยครั้งว่าในอดีตนั้นเป็นอย่างไร ? โชเซ่ มูรินโญ่ เคยกำราบปีทอง “บัลลงดอร์ 2005” ของ โรนัลดินโญ่ ด้วยวิธีไหน ? และเหตุใด เชลซี ถึงได้แพ้ บาร์เซโลน่า คาถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในปี 2006 ?
นึกความทรงจำคร่าวๆ ไม่นับการเจอกันเมื่อปี 1999 – 2000 ผมมีโอกาสได้ดู เชลซี ลงเตะกับ บาร์เซโลน่า ผ่านจอทีวีเป็นครั้งแรกในปี 2005
เกมวันนั้นวิ่งสู้ฟัดกันที่ คัมป์ นู เชลซี ได้ประตูออกนำไปก่อนจากการสกัดเข้าประตูตัวเองของ ชูเลียร์โน่ เบลเลตติ แต่ว่าทางฝั่ง เชลซี ก็ต้องเหลือผู้เล่นน้อยกว่าเมื่อ ดร็อกบา ไปโดนใบเหลืองที่สองจนเป็นใบแดงจากเหตุการณ์ไปเข้าสกัด ราฟาเอล มาเกวซ และเข้าชาร์จ วิคตอร์ บัลเดซ อย่างหนัก
สถานการณ์ในแมทนั้นถือว่าเปลี่ยนอย่างชัดเจนเลยครับ เพราะนับตั้งแต่ เชลซี เหลือ 10 คน โดนทางเจ้าถิ่นบุกกระหน่ำใส่อย่างรุนแรงแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน จัดว่าเป็นอีก 1 เกมที่ผมยอมรับสภาพอย่างแท้จริงว่าสู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
และในท้ายที่สุด มักซี่ โลเปซ กับ ซามูเอล เอโต้ ก็มาทำคนละประตูพา บาร์เซโลน่า แซงคว้าชัยด้วยสกอร์ 2 – 1 ได้สำเร็จ.. จบเลกนั้นผมนั่งช็อคคาทีวีด้วยอารมณ์ที่ว่าเสียใจที่ทีมแพ้ แต่ก็ดีใจที่ไม่มีลูกที่ 3 หรือ 4 ตามมา..
จนเมื่อกลับมาเล่นเลก 2 ที่บ้านตัวเอง โชเซ่ มูรินโญ่ จัดนักเตะชุดใหญ่ลงบู๊กับ บาร์เซโล่า แล้วออกนำไปก่อนถึง 3 – 0 จากประตูของ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น , แฟรงค์ แลมพาร์ด และ เดเมี่ยน ดัฟฟ์ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการรีดกำลังใจจากการพ่ายแพ้ในนัดแรกออกมาได้อย่างถึงที่สุด.. ผมดีใจจนแทบคลั่งเพราะวันนั้น เชลซี เล่นได้อย่างเด็ดขาดและเฉียบคม บอลเบิ้ลเปลี่ยนแกนซ้ายขวาให้นักเตะตัวริมเส้นหลุดไปยิงของ แลมพาร์ด แม่นราวจับวาง
แต่สถานการณ์เหมือนเล่นตลกเมื่อ โรนัลดินโญ่ จัดการเหมา 2 ประตูทำเอาผลสกอร์เรียลไทม์ในขณะนั้นผู้ที่ตกรอบคือ เชลซี ที่อุตส่าห์นำไปก่อนถึง 3 – 0 ซึ่งเกิดปฏิกริยาตามมาอีกครั้งหลังจากนั้นเพราะ บาร์เซโลน่า กลับมาเล่นได้ดีและน่าฝัง เชลซี ไปในหลายๆ จังหวะแต่ก็มิอาจผ่านมือกาวของ เพตเตอร์ เช็ก ไปได้..
ชั่วโมงนั้นแฟน เชลซี อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกออกมายังไง อัดอั้นตันใจมาตลอด เรียกว่าต้องกราบขอบคุณ จอห์น เทอร์รี่ อย่างเหนือที่เปรียบไม่ได้กับลูกโขกประตูชัย 4 – 2 ส่ง บาร์เซโลน่า ของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ตกรอบได้สำเร็จ..
มันเป็นอะไรที่สะใจจริงๆ ครับในเกมนั้น เพราะมันเป็นการพลิกสถานการณ์ถึง 2 ครั้งซึ่งต้องบอกว่านักเตะ เชลซี เล่นได้กินใจผู้ชมเป็นอย่างมาก..
ทว่าในปีต่อมา เชลซี ได้เวียนมาเจอกับ บาร์เซโลน่า อีกครั้งแต่สถานการณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง.. เพราะในปี 2006 โรนัลดินโญ่ สุกงอมพร้อมรบเต็มอัตราศึกร่ายมนต์ขลังจนล้างแค้น เชลซี ได้ในที่สุด.. เลกแรกในบ้านแพ้ไป 1 – 2 จอห์น เทอร์รี่ โหม่งเข้าประตูตัวเองกอปรกับการที่เจอทีเด็ดของ ซามูเอล เอโต้ โขกบอลผ่านมือ เพตเตอร์ เช็ก เข้าไปในชนิดที่นายทวารของ เชลซี ยังเตรียมรับมือกับประตูนั้นไม่ทัน
ซึ่งในเกมนั้นเป็นวันที่ผมได้รู้จักกับ ลิโอเนล เมสซี่ อย่างเป็นทางการ.. เจ้าหนูวัย 17 ปีในเวลานั้นโชว์ลีลาเหนือชั้นแย่งบอลจาก อาร์เยน ร็อบเบน จนทำให้ อาเซียร์ เดล ออร์โน่ อดีตแบ็คซ้ายของสโมสรต้องเข้ามากสัดแล้วเป็นใบแดง.. ผลที่ออกมาก็เลยกลายเป็น มูรินโญ่ ต้องส่ง เฌเรมี่ ลงมาแทน โจ โคล เพื่อหวังที่จะรักษาสกอร์ 0 – 0 แต่ก็ต้านไม่อยู่ทั้งๆ ที่ออกนำไปก่อนจากจังหวะทำเข้าประตูตัวเองของ ธิอาโก้ ม็อตต้า
แล้วยิ่งเกมที่ 2 ใน คัมป์ นู ทำเอาสาวกสิงห์บลูต้องจำชื่อของ โรนัลดินโญ่ ไปอีกนานจากการโชว์โซโล่เดี่ยวผ่านนักเตะ เชลซี 3 คนก่อนจะยิงประตูเข้าไปอย่างเหนือชั้น.. ที่ผมตกใจก็คือขนาด จอห์น เทอร์รี่ เข้ามากระแทกใส่ “เหยินน้อย” อย่างจังแต่ก็ยังรักษาการทรงตัวไปจนยิงประตูได้สำเร็จ

เกมวันนั้นจบลงที่สกอร์ 1 – 1 เพราะท้ายเกม แฟรงค์ แลมพาร์ด มายิงจุดโทษตีเสมอได้ แต่เวลาไม่เพียงพอ.. ทำเอาผมนั่งเศร้าไม่ยอมนอนต้องลุกไปหยิบเกมฟุตบอลกล่องกระดาษที่มีตัวนักเตะพลาสติกมากดลูกบอลกลมๆ เรียบๆ ยิงเล่นจนหายเซ็งเพราะสมัยนั้นบ้านผมยังไม่มีคอมพิวเตอร์ที่สามารถเล่นเกม PES ได้เหมือนทุกวันนี้
ซึ่งก็ไม่รู้นะครับว่าเป็นอะไร.. เชลซี กับ บาร์เซโลน่า มีดวงถูกชะตากันจนในปีต่อมาได้มาเจอกันอีกครั้งในรอบแบ่งกลุ่มเพราะค่าสัมประสิทธิ์ของ เชลซี ในตอนนั้นยังไม่มากพอที่จะเป็นทีมวางของกลุ่มได้.. ก็เลยแจ็คพอตจับฉลากเจอ บาร์เซโลน่า อีกครั้งซึ่งเกมแรกที่ เดอะ บริดจ์ เชลซี ต้องส่ง เฮนริเก้ ฮิลาริโอ้ ลงเฝ้าเสาแทน คาร์โล คูดิชินี่ ที่บาดเจ็บรวมถึงข่าวช็อคโลกศีรษะร้าวของ เพตเตอร์ เช็ก
ดิดิเยร์ ดร็อกบา ผีเข้าอย่างหนักหลังจากการเซ็นสัญญา 30 ล้านปอนด์ ซื้อตัว อังเดร เชฟเชนโก้ มาร่วมทีมเพราะมันเป็นเหมือนการกระตุ้น ดร็อกบา ว่าถ้าหากคุณไม่สามารถโชว์ศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่โอกาสที่จะกลายเป็นหัวหอกหมายเลข 2 ก็มีความเป็นไปได้สูง
ดร็อกบา ตอบแทนความไว้วางใจจาก มูรินโญ่ ด้วยการยิงประตูชัยพร้อมโชว์เทคนิคแตะบอลไขว้ขาจากลูกครอสของ แอชลีย์ โคล ก่อนจะยิงไม่ยั้งผ่านมือ วิคตอร์ บัลเดซ ไปในแบบที่เสาประตูถึงกับสั่นในความรุนแรงของประตูนั้น.. ผลจบเกม 1 – 0 ผมมีความรู้สึกเหมือน เชลซี กำลังคว้าแชมป์ใดสักรายการเพราะ บาร์เซโลน่า กับ โรนัลดินโญ่ ตอนนั้นยากที่จะหาทีมมาปราบได้
พร้อมทั้งแมทที่บุกไปเยือน คัมป์ นู เชลซี ก็สามารถตีเสมอ บาร์เซโลน่า ได้แบบหวุดหวิดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจนทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ต้องออกมาแสดงอาการดีใจวิ่งสไลด์เข่าสุดอินดี้ที่แฟนๆ เชลซี ยังจำติดตาได้ดี
วันนั้นผมตั้งนาฬิกาปลุกตื่นมาดูประตูแรกไม่ทัน ทำให้ต้องรอดูไฮไลท์ช่วงพักครึ่งจึงได้เห็นว่า เดโก้ เป็นคนยิงไกลสุดคมกริบให้ “เจ้าบุญทุ่ม” ออกนำไปก่อน.. แต่ว่า แฟรงค์ แลมพาร์ด ก็มาทำประตู 180 องศาสุดมหัศจรรย์ตีเสมอได้สำเร็จ ไม่มีใครอยากจะเชื่อครับว่า “แลมพ์” จะทำสกอร์ได้ ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเจตนาเปิดหรือเปล่า ? แต่เจ้าตัวก็ยืนยันเองว่าลูกยิงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง..

เกมดูเหมือนจะเข้าทาง เชลซี นะครับแต่ก็มาโดนทีเด็ด โรนัลดินโญ่ อีกจนได้กับสกิลแตะบอลข้ามหัว คาร์ลิด บูร์รารูซ ปราการหลังเบอร์ 9 จอมทำเสียจุดโทษก่อนที่จะดีดด้วยข้างเท้าให้ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ยิงทีมเก่าจนตัวเลขเสียดาย 8 ล้านปอนด์ ว่าขายไปทำไมโผล่ขึ้นมาอยู่ในหัวของผม..
มันทำท่าเหมือนจะจบจริงๆ นะครับสำหรับเกมนั้น ผมเชียร์แบบนิ่งๆ เซงๆ นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เสียใจมากเพราะแต้มยังนำ บาร์ซ่า อยู่.. แต่การที่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยิงประตูตีเสมอเข้าไปมันส่งผลถึงตัว เชลซี เองพร้อมทั้งทำให้ บาร์เซโลน่า ต้องไปลุ้นเข้ารอบจนถึงนัดสุดท้ายกับ แวร์เดอร์ เบรเมน..
นี่คือเหตุการณ์ที่ผมประทับใจอย่างมากไม่ว่าจะลงเอยด้วยการชนะหรือแพ้.. เอาจริงๆ ผมเชื่อว่าถ้าหากไม่มีเหตุการณ์ในปี 2009 เชลซี กับ บาร์เซโลน่า ก็จัดว่าเป็นสโมสรที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกันในเรื่องนอกสนาม.. เห็นได้ชัดจากการซื้อขายข้ามฟากที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเคส เบลเลตติ กับ เดโก้ รวมถึง กุ๊ดยอห์นเซ่น นั่นเอง
ผมคิดว่าการมีโอกาสได้ดวลกับ บาร์เซโลน่า มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าฟุตบอล.. โดยเฉพาะในปี 2006 ตอนที่เจอกันรอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้ว เชลซี ตกรอบ.. ผมเสียใจมากแต่ไม่หมดศรัทธาในทีมรักเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนั้นสื่อทุกแขนงยกให้ว่าเป็นการเจอกันระหว่างจ่าฝูงในลีกประเทศของตัวเอง.. ใครชนะก็มีโอกาสสูงที่จะไปได้ไกลจนถึงเป้าหมายแชมป์ยุโรป
จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ในปี 2009 ผมเชื่อว่าความรู้สึกของแฟนบอล เชลซี วูบลงอย่างหนัก.. ทว่าใครจะมองยังไงผมไม่ทราบ แต่ผมไม่เคยโกรธเคือง บาร์เซโลน่า กับเหตุการณ์ครั้งนั้นเพราะมันเป็นความผิดพลาดของกรรมการมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
เจอกันในหนนี้เป็นเกียรติที่ได้ลงฟาดแข้งกันอีกครั้ง พร้อมยังเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีให้ทีมอยากจะเอาชนะ บาร์เซโลน่า ให้ได้เพื่อถอนแค้นคืนมารวมถึงเป้าหมาย แชมป์ยุโรป ที่ถวิลหามานาน..
ผมไม่ขอเอ่ยถึงรายละเอียดเกมที่ ทอม เฮนนิ่ง ออฟเรโบ เป็นผู้ตัดสิน.. ไม่ใช่ไม่อยากนึกถึง.. แต่เป็นเพราะผมเชื่อลึกๆ ว่าผลที่ออกมาจะไม่ใช่การฉายหนังม้วนเดิม
ถึงแม้โอกาสเข้ารอบจะน้อย.. แต่ในเมื่อคุณอุตส่าห์ผ่านอุปสรรคมาจนถึงจุดนี้ได้..
ต่อให้เอา ลิโอเนล เมสซี่ 11 คนมากองอยู่ตรงหน้า… พวกเราสาวกสิงโตน้ำเงินครามก็ไม่หวั่น…
Petrboat
— Chelsea Blog Admin
,
25 March 2012, 01:38
เกมกับนาโปลีเป็นไงบ้างหละ? ตั้งแต่ผมเขียนบล็อกครั้งล่าสุด ไม่กี่สัปดาห์มานี้ที่เดอะ บริดจ์มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายทีเดียว
มีการเปลี่ยนผู้จัดการทีม เด็กเก่ากลับมาคุมแทน เด็กเก่าอีกคนก็กลับมา เราเข้ารอบตัดเชือกเอฟเอคัพ และได้ไปเวมบลีย์อีกครั้ง ตอร์เรส เหมา 2 ประตู โดนทีมลุ้นแชมป์ยิงประตูชัยท้ายเกม และยังมีเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบก่อนรองในโปรตุเกสรออยู่
เป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังที่เดอะ บริดจ์ เราเจอดราม่าในช่วง 2 สัปดาห์มากกว่าที่ทีมอื่นเจอทั้งฤดูกาล นรกชัดๆ แต่ผมไม่ได้กำลังบ่น
ผมเคยเขียนเรื่องนี้มาแล้ว แต่คืนที่มีเกมยุโรปสุดระทึกเหมือนฝันเลยในหลุยส์เซียน่า ไม่ว่าพวกคุณส่วนมากจะอยู่ที่สนาม อยู่ในผับ หรืออยู่บนโซฟาในบ้าน อย่างน้อยพวกคุณก็ยังอยู่ในเขตเวลาเดียวกัน เกมยุโรปกลางสัปดาห์ในคืนที่มืดและ (อาจจะ) หนาวและมีฝนตก ประมาณนั้น
ในขณะเดียวกันผมดูเกมจากบนโซฟาช่วงบ่ายๆ ระหว่างนั้นก็พยายามเล่นกับลูกสาววัย 4 ขวบ และพยายามจะดูว่าภรรยาผมตั้งค่าเครื่องปรับอากาศอย่างไรไม่ให้ผมและลูกละลายในความร้อน 30 องศา ผมรู้ว่าคุณกำลังสงสารผมอยู่ แต่ถึงจะอยู่ในนิว ออร์ลีนส์ที่สว่างไสวสุดๆ ผมก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรเหมือนกับความตื่นเต้นของเกมรอบน็อกเอาท์
ผู้อ่านรุ่นเก๋าน่าจะจำได้ตอนที่ฟุตบอลลีกเริ่มใช้การเล่นเพลย์ออฟ ผู้จัดการทีมคนแล้วคนเล่าออกมาบอกว่านั่นไม่ยุติธรรม คุณเล่นมาทั้งฤดูกาลและจบอันดับ 3 ได้ควรจะได้เลื่อนชั้นเอยอะไรเอย และผมก็เห็นด้วยกับพวกเขาตรงนี้
แต่หลังจาก 8 ปีในดินแดงแห่งอิสรภาพ ผมเข้าถึงความตื่นเต้นและเร้าใจของการสู้จนถึงตาย ”ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้” อย่างที่เขาว่ากัน
กีฬาอเมริกันทุกชนิดมีช่วง “โพสท์ ซีซั่น” ซึ่งเป็นรอบน็อคเอาท์หลังจากโปรแกรมแข่งขันปกติ ทีมที่ผลงานดีที่สุดจะได้ประโยชน์บางอย่าง (ชนะบาย ได้เล่นในบ้าน เจอคู่แข่งเบา ฯลฯ) จากนั้นก็จะไปเล่นนัดตัดสิน นัดเหย้าเยือน แข่งกัน 7 นัด หรืออะไรก็แล้วแต่ ประเด็นอยู่ที่ว่าไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้ ถึงแม้ทั้งฤดูกาลคุณจะไม่แพ้ใครเลย และชนะได้หมดทุกทีมจนถึงตอนนั้น
แม้แต่ยูฟ่าเองก็เข้าถึงความตื่นของการพบกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน และก็มีการแข่งขันมาแล้วหลายรูปแบบ ครั้งหนึ่งรอบ 8 ทีมสุดท้ายเคยแบ่งเป็น 2 กลุ่มๆละ 4 ทีม และเราเคยมีรอบแบ่งกลุ่ม 2 รอบเพื่อลดจำนวนทีมจาก 32 เหลือ16 และเหลือ 8 เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าบาร์เซโลน่าคือทีมฟุตบอลที่มีพรสวรรค์ที่สุดในตอนนี้ แต่ใน 3 ชั่วโมงอะไรก็เกิดขึ้นได้ อย่างที่ โจเซ่ และอินเตอร์ มิลานพิสูจน์ให้เห็นแล้วไม่นานมานี้
บางที่ทั้ง 2 ระบบก็มีดีในตัว ลีกยังคงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และทีมที่ดีที่สุดจะเป็นฝ่ายได้แชมป์ไปอย่างไม่มีข้อสงสัย แต่ไม่เหมือนกับเอฟเอคัพและคาร์ลิ่งคัพที่เป็นระบบน็อกเอาท์ แต่ก็ไม่มีอะไรเทียบได้กับค่ำคืนแห่งชัยชนะในฟุตบอลยุโรป ท่ามกลางแสงสว่างในช่วงบ่ายของหลุยส์เซียน่าตอนใต้
บล็อกเกอร์จากอเมริกา
— Chelsea Blog Admin
,