ข้ามพรมแดน

เกมเยือนนัดรองสุดท้ายของฤดูกาล 2017/18 พาเราไปเยือนทีมจากฝั่งเวลส์เพื่อพบกับสวอนซี ซิตี้ ซึ่งเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่ไม่ใช่สโมสรของอังกฤษ

 

เกมที่สนามลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยมสุดสัปดาห์นี้จะเป็นการไปเยือนครั้งที่ 14 ในรอบศตวรรษที่ 21 และสถิติที่ผ่านมาของเรานั้นไม่ได้แย่เลย ชนะได้ 6 นัด เสมอ 4 และแพ้ 3 จากทั้งหมด 13 นัดนับตั้งแต่ปี 2002 มา

 

ขณะที่เรากำลังจะเดินทางข้ามประเทศกันอีกครั้ง เราได้ย้อนกลับไปดูเกมที่เราได้ไปแข่งที่เวลส์ในอดีตกันอีกครั้ง

 

ลิเวอร์พูล – ลีก คัพ รอบชิงชนะเลิศ

มิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยม, กุมภาพันธ์ 2005

แม้ว่าเวมบลีย์จะปรับปรุงใหม่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เกมรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลถ้วยรายการใหญ่ของอังกฤษต้องไปแข่งกันที่สนามมิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยมที่คาร์ดิฟฟ์ ซึ่งมีความจุทั้งหมด 74,500 เราแพ้อาร์เซนอล 2-0 ในเกมเยือนครั้งแรกของเราในเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ แต่เราก็ทำได้ดีกว่าในอีกสามปีต่อมาในเกมที่พบกับลิเวอร์พูลในลีก คัพ รอบชิงชนะเลิศ จอห์น อาร์เน่ ริเซ่ทำประตูให้ฝั่งหงส์แดงนำก่อน แต่สตีเว่น เจอร์ราร์ดก็มายิงเข้าประตูตัวเอง ทำให้สกอร์เสมอกันในนาทีที่ 79 ก่อนที่ดิดิเยร์ ดร็อกบาและมาเตย่า เคซมันจะมายิงให้เราได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทำให้เชลซีชนะ 3-2

 

อาร์เซนอล – คอมมิวนิตี้ ชิลด์

มิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยม, สิงหาคม 2005

หลังได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 เดือน เรากลับไปที่สนามมิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยมอีกครั้งเพื่อเจอกับแชมป์เอฟเอ คัพ อย่างอาร์เซนอลในการเปิดม่านฤดูกาล 2005/06 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นวันที่ดีมากสำหรับดร็อกบา หลังเริ่มเกมมา 8 นาที เขาพักอกรับบอลจากอาเซียร์ เดล ฮอร์โน่แล้วยิงฮาล์ฟวอลเลย์ผ่านเยนส์ เลห์มานน์เข้าประตูไป และยิงได้อีกประตูในช่วงก่อนนาทีที่ 60 ทะลวงผ่านเซนเดอรอสและกองหลังอีกสองคนก่อนจะยิงประตูได้ ต่อมาเซสก์ ฟาเบรกัสยิงตีตื้นให้ทีมปืนใหญ่ได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ กลายเป็นเชลซีที่ชนะไปด้วยสกอร์ 2-1

 

อาร์เซนอล – ลีก คัพ นัดชิงชนะเลิศ

มิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยม, กุมภาพันธ์ 2007  

เชลซีเป็นฝ่ายที่ต้องตามหลังอีกครั้งในเกมลีก คัพ รอบชิงชนะเลิศในปี 2007 หลังจากที่อาร์เซนอลกดดันเต็มที่แล้วธีโอ วัลค็อตต์ยิงประตูแรกให้สโมสรได้ในนาทีที่ 12 อย่างไรก็ตาม ดร็อกบาก็มายิงตีเสมอได้ในนาทีที่ 20 ทำลายกับดักล้ำหน้าแล้วปั่นผ่านมานูเอล อัลมูเนียเข้าประตู จอห์น เทอร์รี่ถูกเปลี่ยนตัวออกหลังโดนปะทะเข้าที่หัวในช่วงครึ่งหลัง แต่ดร็อกบาก็ทำประตูชัยให้ทีมได้สำเร็จในช่วง 6 นาทีสุดท้าย เขากระโดดเหนือแนวรับของอาร์เซนอลแล้วโขกบอลที่อาร์เย่น ร็อบเบนโยนเข้ามา บอลพุ่งผ่านอัลมูเนียเข้าประตูไปแบบหมดสิทธิ์รับเลย

 

สวอนซี ซิตี้ – พรีเมียร์ลีก

ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม, มกราคม 2012

หลังก่อตั้งเมื่อปี 1912 สวอนซีต้องรอนานเกือบศตวรรษก่อนที่จะได้แข่งเกมลีกสูงสุดกับเชลซีเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นพวกเขาแพ้ที่เดอะบริดจ์ไปแล้ว 4-1 ในฤดูกาล 2011/12 แต่ก็มาพยายามเอาคืนได้ด้วยการทำประตูนำก่อนจากฝีเท้าของสก็อตต์ ซินแคลร์ในช่วงท้ายครึ่งแรก และต่อมาเชลซีก็ต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนหลังจากที่แอชลีย์ โคลโดนใบแดงในนาทีที่ 86 อย่างไรก็ตาม เชลซีมายิงตีเสมอได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อโชเซ่ โบซิงวาเลี้ยงจากด้านขวาเข้าไปยิงติดนีล เทย์เลอร์แล้วบอลลอยผ่านมิเชล วอร์มเข้าประตูไปไม่มีเหลือ

 

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ – พรีเมียร์ลีก

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดี้ยม, พฤษภาคม 2014

นอกจากสวอนซีแล้ว ทีมจากเวลส์อีกทีมที่เล่นในดิวิชั่นสูงสุดของอังกฤษคือคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ฤดูกาล 2013/14 ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากสำหรับพวกเขา คาร์ดิฟฟ์เปิดบ้านพบกับเราในวันสุดท้ายของฤดูกาล โดยต้องตกชั้นแน่นอนแล้ว แต่พวกเขาก็ดันเป็นฝ่ายที่ทำประตูขึ้นนำก่อนจากจังหวะที่เคร็ก เบลามี่ยิงมาแฉลบเซซาร์ อัซปิลิเกวต้า ทำให้บอลพุ่งผ่านมาร์ค ชวาร์เซอร์เข้าประตูไป  อย่างไรก็ตาม เชลซีมายิงคืนได้ในช่วงครึ่งหลัง เมื่ออันเดรย์ เชือร์เล่ยิงตีเสมอได้ในนาทีที่ 72 ก่อนที่เฟร์นานโด ตอร์เรสจะยิงประตูชัยได้ในอีกสามนาทีต่อมา เกมนั้นยังเป็นเกมสุดท้ายของเขาและแอชลีย์ โคลที่ปิดฉากกับเชลซีหลังลงเล่นไปทั้งหมด 338 นัดด้วย

 

สวอนซี ซิตี้ – พรีเมียร์ลีก

ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม, มกราคม 2015

เชลซีเก็บชัยชนะครั้งใหญ่ได้ที่เวลส์ในฤดูกาล 2014/15 โดยถล่มสวอนซีได้ด้วยสกอร์ 5-0 เดอะสวอนมีผลงานที่แข็งแกร่งมากในฤดูกาลนั้น และอยู่อันดับกลางตาราง แต่เชลซีมายิงประตูนำได้ในช่วงเวลาเพียง 60 วินาที และนำ 4 ประตูตั้งแต่ 36 นาทีแรก ดิเอโก้ คอสต้าและออสการ์ซัลโวไปคนละสองประตู เชือร์เล่ถูกเปลี่ยนลงสนามไปแล้วยิงปิดท้ายได้ในช่วง 11 นาทีสุดท้ายของเกม ทำให้เราคว้าแชมป์ได้สำเร็จ